เตือน 4 โรคเลี่ยงขับรถ เสี่ยงวูบ – อุบัติเหตุ

เตือนโรคหัวใจ เบาหวาน ลมชัก และหลังผ่าตัดสมอง พ่วงภาวะเครียด เลี่ยงขับรถ เสี่ยงวูบเกิดอุบัติเหตุตายสูง ย้ำโชเฟอร์ควรตรวจสุขภาพทุกปี หากผิดปกติจะได้รักษาควบคุมอาการต่อเนื่อง สธ.เร่งเสนอเพิ่ม 4 โรคห้ามขับรถ

ควรหันมาใส่ใจสุขภาพ เนื่องจากมักเกิดโรคเรื้อรังอย่างไม่รู้ตัวมาก่อน และทำให้เกิดอาการวูบขณะปฏิบัติงาน ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ร่างกายสูญเสียความรู้สึกตัวและแรงของกล้ามเนื้อชั่วคราว ทำให้ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ ที่พบบ่อยมี 4 โรค ได้แก่ โรคหัวใจ เบาหวาน ลมชัก และผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดสมองมาก่อน รวมทั้งผู้ที่อยู่ในภาวะเครียด ซึ่งจะมีอาการนอนไม่หลับ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ทั้งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์คนเดียว

ประชาชนอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี เพื่อให้รู้ความผิดปกติของตัวเอง และได้รับการรักษาควบคุมอาการอย่างต่อเนื่อง หากเป็นผู้ที่มีอาชีพขับรถหรือต้องทำงานกับเครื่องจักร ควรกินยาและปฏิบัติตามการรักษาของแพทย์อย่างใกล้ชิด บางคนเข้าใจผิดคิดว่าหายจากโรค ไม่มีอาการผิดปกติ จึงไม่กินยาและไปตรวจตามนัด ซึ่งเป็นอันตราย จะเพิ่มความเสี่ยงเกิดอาการโรคกำเริบมากขึ้น หากเกิดอาการขณะปฏิบัติงานหรือขับขี่รถ จะให้เกิดอุบัติเหตุได้

ขณะนี้ สธ.ได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก และแพทยสภา เพิ่มความเข้มงวดการออกใบรับรองแพทย์ให้ผู้ขับขี่รถ โดยได้เสนอเพิ่มโรคที่มีความเสี่ยงเกิดอันตรายขณะขับรถเพิ่มอีก 4 โรค ได้แก่ ลมชักที่กินยาควบคุมอาการไม่ได้ โรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน อาจเกิดอาการวูบจากน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างกะทันหัน และผู้ป่วยหลังผ่าตัดสมองบางรายที่อาจมีปัญหาเรื่องการควบคุมการทรงตัว และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และมีผลต่อการตัดสินใจในการควบคุมบังคับรถ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทั้งตนเองขณะขับขี่ ผู้ร่วมเดินทาง และผู้อื่นในท้องถนน ผู้ป่วยดังกล่าวควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด หากสภาพร่างกายไม่พร้อม แพทย์จะแนะนำให้หยุดขับรถชั่วคราว

“ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป จากเดิมที่กฎหมายการจราจรขนส่งทางบกในการขอใบอนุญาตขับรถ กำหนดไว้ 5 โรค ได้แก่ โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง ติดยาเสพติด พิษสุราเรื้อรัง และวัณโรคระยะติดต่อ สำหรับผู้ที่ต้องขับขี่รถ ควรมีการเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อม โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากขับรถระยะทางไกลควรพักทุก 4 ชั่วโมงหรือทุก 300 – 400 กิโลเมตร และควรมีคนขับสำรอง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ก่อนออกเดินทางควรศึกษาเส้นทาง และตรวจสอบความพร้อมของรถทุกครั้ง”

ขอบคุณ สสส.