ดาราซีรีส์ Love Sick “เกล นันญ์จีรา” สุดช้ำ พ่อไล่-ถ่มน้ำลายใส่ ควงแม่ร่ำไห้กับสื่อ

จากกรณีมีครอบครัวนักแสดงได้ร้องเรียนผ่านทางช่อง อัมรินทร์ทีวี ระบุว่า ครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้เป็นบิดา ที่ใช้วาจาต่อว่ารุนแรง ไม่รับผิดชอบเลี้ยงดู อีกทั้งเคยถ่มน้ำลายใส่หน้า แล้วไล่ให้ออกจากบ้าน หลังจากที่ลูกสาวจับได้ว่าพ่อเที่ยวสถานบริการทางเพศ ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวขึ้น

เกล นันญ์จีรา นักแสดงสาววัยรุ่นจากละครซีรีส์ Love Sick กับคุณแม่ นางบัญฐ์นิสา ได้ร้องเรียนผ่านสื่อ โดยเปิดเผยว่า เรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา นักแสดงสาวจับได้ว่า พ่อของเขาแอบไปเที่ยวผู้หญิง ลักษณะการใช้บริการทางเพศ ซึ่งคนเป็นลูกก็พยายามไปสอบถามแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร แต่ก็ไม่ได้รับคำอธิบายใดๆ

แม่ของเกล เล่าว่า หลังจากนั้นสามีก็ไม่กลับเข้าบ้านอีกเลย โดยสามีไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อตา เป็นบ้านที่อยู่หลังติดกัน ต่อมาสามีกับญาติ ได้พากันมาขับไล่ให้ตนออกจากบ้านที่อยู่มานานกว่า 20 ปี พร้อมทำลายทรัพย์สิน ไม่จ่ายค่าเทอมลูกสาว ตัดไฟฟ้าที่บ้าน ถึงขั้นล็อกบ้านไม่ให้เข้า ทำให้ตนกับลูกจึงต้องออกมาพักที่อื่น

แต่เนื่องจากยังจดทะเบียนสมรสอยู่ ตนจึงได้ทำเรื่องฟ้องหย่าแล้ว เหตุเพราะสามีระบุว่า หากอยากได้อะไรก็ให้ไปฟ้องหย่าเอา แต่เมื่อถึงเวลาขึ้นศาล สามีตนกลับไม่ไปตามนัด ตนพยายามหาทางออกมาตลอด 1 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

นอกจากนี้ สามียังเคยแจ้งความจับลูกในไส้ เหตุเพราะลูกสาวไปขอสอบถามเรื่องเงินค่าเทอม หนำซ้ำ นอกจากนี้ สามียังเคยแจ้งความจับลูกตัวเอง เหตุเพราะลูกสาวไปขอสอบถามเรื่องเงินค่าเทอม นอกจากนี้ ลูกสาวเคยถูกพ่อถ่มน้ำลายใส่หน้า และด่าทอด้วยคำรุนแรง พร้อมบอกให้ไปเปลี่ยนนามสกุล

แม่ของเกล มองว่า นี่เป็นสิ่งที่สะเทือนใจอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าคนเป็นพ่อแท้ๆ จะทำกับลูกได้ ส่วนตัวต้องการเพียงยุติปัญหา ให้ออกมาตกลงกันว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ตนไม่ได้ต้องการให้กลับมาเป็นครอบครัว เพียงต้องการให้ปัญหานี้จบลง

คุณแม่พูดทั้งน้ำตา ระบุว่า ทำกับเราเราไม่ว่า สิ่งที่เสียใจที่สุดคือมาทำกับลูก ถึงขั้นเวลาลูกจะแสดงละคร บทที่ต้องเข้าฉากกับพ่อกับแม่ ไม่สามารถเล่นได้ เพียงเพราะมีปมฝังใจ ทั้งนี้ ตนขอให้สามีออกมาแสดงความเป็นลูกผู้ชาย แล้วจบปัญหานี้ได้แล้ว ยังเคยถูกพ่อถ่มน้ำลายใส่หน้า และด่าทอด้วยคำรุนแรง พร้อมบอกให้ไปเปลี่ยนนามสกุล

เกล นันญ์จีรา ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ก็ได้เปลี่ยนนามสกุลตามที่พ่อต้องการแล้ว เป็นนามสกุลที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ส่วนตัวเข้าใจปัญหาระหว่างพ่อกับแม่ว่าเป็นเรื่องคนสองคน แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะผู้ใหญ่ที่ไม่รับผิดชอบ พ่อตนไม่เคยมานั่งคุย แก้ปัญหาแม้แต่ครั้งเดียว ยอมรับว่า พ่อเป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่ฟังเหตุผลใคร บางครั้งอารมณ์ร้ายถึงขั้นปาข้าวของในบ้าน สมัยตนเด็กๆ ก็เคยหัวแตก เพราะพ่อหยิบอุปกรณ์ก่อสร้างปาใส่

ตอนนี้ตนเพียงต้องการคำตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคืออะไร ยืนยันว่าพ่อก็คือพ่อ แต่เสียความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนตอนที่โดนถ่มน้ำลายใส่หน้า เนื่องจากตอนนั้นตนพยายามไปถามพ่อ เรื่องที่พ่อไปใช้บริการสถานที่ผ่อนคลาย แต่พ่อวิ่งหนี ตนก็วิ่งตาม พ่อโมโหจึงถ่มน้ำลายใส่ ขณะนั้นทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยคิดว่าคนเป็นพ่อจะมาทำแบบนี้ แต่พ่อก็เคยบอกตนว่า “ไม่ต้องเรียกกูว่าป๋า”

เกล นันญ์จีรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนตัวต้องการให้พ่อออกมาแก้ปัญหา เพราะขณะนี้ตนกับแม่ และน้องชาย มีความเครียดสะสม หลายคนคิดว่าตนอาจจะเข้าข้างแม่ แต่หากคุณมาอยู่จุดนี้จะเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวที่เกิดเหตุ ทางทีมข่าวได้สอบถามไปยัง พ่อของเกล นันญ์จีรา ซึ่งก็ให้ข้อมูลว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัว ทั้งเรื่องทัศนคติ การใช้ชีวิต ตลอดที่คบหากันมา แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เนื่องจากจะส่งผลเสียกับครอบครัวและลูก แต่ยืนยันว่าตนไม่ได้มีปัญหากับลูก ลูกก็ยังเป็นลูก มีปัญหาเพียงกับภรรยาเท่านั้น เหตุที่ไม่สามารถหย่ากันได้ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่สามารถคุยกันได้ กระทั่งภรรยาทำเรื่องฟ้องหย่า

ทั้งนี้ พ่อของเกลก็ยินดีจ่ายค่าเลี้ยงดู เพียงให้อีกฝ่ายเสนอความต้องการมา และมาตกลงหาจุดที่ฝ่ายตนสามารถรับได้ หากตกลงกันได้ก็จะจบเรื่องนี้ ส่วนเหตุผลที่ตนไม่เดินทางไปศาล เนื่องจากยังไม่ถึงขั้นตอนที่ตนต้องไปไต่สวน จึงมอบอำนาจให้น้องสาวเดินทางไปแทน ศาลนัดวันที่ 29 มีนาคมนี้ อีกครั้ง

พ่อของเกล ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมายังคงจ่ายเงินค่าเทอมให้ลูกอยู่ มีเพียงเทอมล่าสุดที่ไม่ได้จ่าย เนื่องจากตนจะให้ลูกมาขอเอง แต่ลูกก็ไม่เคยมา หลายครั้งที่ตนต้องพิมพ์ข้อความถึงลูกๆ และนำไปแปะหน้าบ้าน เพื่อให้ลูกมาหา เพราะมองว่าหากจะจ่ายเงินให้ใคร ตนก็ต้องได้เจอหน้าก่อน แต่ที่ผ่านมาลูกก็ไม่ได้มาขอ

ส่วนกรณีอื่นๆ ทั้งถ่มน้ำลายใส่หน้าลูก แจ้งความจับ หรือแม้กระทั่งตัดไฟฟ้าในบ้าน ระบุว่า ยังไม่ขอพูดแต่ทุกกรณีมีเหตุผล หากพูดไปก็เหมือนสาดสีใส่กัน